การวิจัยแลพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ได้รับความนิยมบริโภคและมีมูลค่าสูง

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านชีวโมเลกุล

ช่วยให้นักวิจัยสามารถตรวจสอบพันธุกรรมของลักษณะที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น โมเลกุลเครื่องหมายได้ถูกนำมาใช้ในการสร้างแผนที่โครโมโซมและกำหนดตำแหน่งของยีนที่ควบคุมลักษณะต่างๆของพืชที่มีความสำคัญหลายชนิด เช่น ข้าว มะเขือเทศ พริก ข้าวโพด ฯลฯ และจากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดีเอ็นเอเครื่องหมายและลักษณะที่สนใจ ทำให้สามารถนำดีเอ็นเอเครื่องหมายมาใช้ในการคัดเลือกลักษณะนั้นๆได้ การปรับปรุงพันธุ์ โดยการสร้างพันธุกรรมใหม่ๆให้เกิดขึ้น โดยอาศัยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การเชื่อมโปรโตพลาสต์เข้าด้วยกัน และการใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรม การใช้เทคโนโลยีชีวภาพและพันธุวิศวกรรมอาจจะช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่แต่ละพันธุ์ให้สั้นลงได้ โดยได้ลักษณะพันธุ์ข้าวตามต้องการได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบันภาวะโลกร้อน ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวน เกิดฝนตก น้ำท่วม ภัยแล้ง ไม่เป็นไปตามฤดูกาล อีกทั้งมีลมแรง ส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่เพาะปลูกและกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรโดยเฉพาะข้าวได้รับความเสียหาย จนทำให้ผลผลิตน้อย ทำให้สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(สวก.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนด้านทุนวิจัยให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้และกรมการข้าว ทำการวิจัยพัฒนาเพื่อปรับปรุงสายพันธุ์ข้าว กข 15 ขาวดอกมะลิ 105 และข้าวพันธุ์สังข์หยดพัทลุง ซึ่งปลูกได้ปีละครั้ง เพื่อให้สามารถปลูกได้ทุกฤดู เนื่องจากข้าวทั้ง 3 สายพันธุ์ เป็นข้าวที่ได้รับการนิยมบริโภคและมีมูลค่าสูง อีกทั้งเป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกกันมากโดยเฉพาะ กข 15 และขาวดอกมะลิ 105

การวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวต้องใช้เวลานาน

หากทำอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถได้พันธุ์ข้าวใหม่ที่ดีกว่ามาปลูก ส่วนการปรับปรุงข้าวนั้นต้องอาศัยเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาช่วย ไม่ใช่มาตัดแต่งทางพันธุวิศวกรรมหรือตัดต่อยีน แต่นำมาใช้เพื่อเลือกตำแหน่งของยีนว่า ตัวไหนที่สามารถควบคุมความสูงของต้นข้าว ควบคุมการออกดอก และความหอม โดยใช้เครื่องมาร์กเกอร์มาวัด เมื่อได้ตามที่ต้องการแล้วจึงเลือกมาใช้โดยไม่จำเป็นที่ต้องไปทดลองปลูกในแปลงทดลอง ถือเป็นการผสมพันธุ์ข้าวธรรมดา ไม่ใช่ตัดต่อยีน

วัตถุประสงค์การวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ข้าว

1. มีศักยภาพในการให้ผลผลิตสูง เช่น รวงต่อกอมาก รวงใหญ่ ระแง้ถี่ เมล็ดต่อรวงมาก และเมล็ดมีน้ำหนักดี
2. มีคุณภาพเมล็ดดีตามความต้องการของตลาด เช่น เมล็ดเรียวยาว คุณภาพการสีดี คุณภาพหุงต้มเป็นที่ต้องการของตลาด มีท้องไข่น้อย
3. ต้านทานต่อโรคและแมลงที่สำคัญ เช่น โรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและแมลงบั่ว เป็นต้น
4. ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่มีปัญหา เช่น ทนแล้ง ทนดินเปรี้ยว ทนดินเค็ม ทนน้ำท่วมฉับพลัน เป็นต้น
5. มีลักษณะรูปแบบต้นที่ดี เหมาะสมกับการปลูกในนิเวศน์ต่างๆ ได้แก่ ข้าวนาชลประทาน ข้าวนาน้ำฝน ข้าวไร่ ข้าวขึ้นน้ำและข้าวน้ำลึก

การส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์

การวิจัยและพัฒนาเป็นพันธกิจหนึ่งที่สำคัญยิ่งของสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ ในทศวรรษที่ผ่านมาทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างก้าวกระโดด มีการค้นพบวิธีการวินิจฉัยโรค การรักษาโรค และการป้องกันโรคใหม่ๆ จำนวนมากที่มีประสิทธิภาพสูง ประเทศไทยติดตามกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ในฐานะผู้ใช้เทคโนโลยีที่ปลายทาง ดังนั้นความท้าทายของประเทศไทยจึงอยู่ที่การวิจัยและเทคโลยีด้านการแพทย์ทั้งการวิจัยพื้นฐานและการวิจัยทางคลินิกโดยอาศัยโอกาสที่ประเทศไทยมีผู้ป่วยจำนวนมากและหลากหลายที่มารับบริการที่สถานพยาบาล รวมทั้งผู้ป่วยที่เป็นโรคประจำถิ่น โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำหลายโรค มาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างผลงานวิจัยงานวิจัยที่เป็นความรู้และเทคโนโลยีใหม่

ปัจจุบันปัญหาเรื่องสุขภาพเป็นปัญหาที่ทวีความสำคัญมากขึ้น

เนื่องจากสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสังคมที่มีสัดส่วนของผู้สูงอายุมากขึ้น ช่วงอายุยาวขึ้นทำให้ปัญหาเรื่องสุขภาพเพิ่มขึ้นและซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย การแก้ไขปัญหาสุขภาพไม่เพียงแต่มุ่งเน้นในส่วนของการรักษาเพียงอย่างเดียว แต่การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน การมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนางานทั้งในด้านการส่งเสริมสุขภาพและการรักษา ในด้านการส่งเสริมสุขภาพเน้นการนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความตระหนักในการดูแลสุขภาพ รวมถึงการติดตามและแนะนำการปฏิบัติตนให้มีสุขภาพดี

ในด้านการรักษาเน้นเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านงานวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ของไทย โดยพัฒนาเทคนิคใหม่ๆในการประมวลผล วิเคราะห์ และการแปลความหมายของสัญญาณต่างๆที่ตรวจวัดได้ทางการแพทย์ เพื่อเป็นองค์ประกอบให้แพทย์สามารถตัดสินใจในการรักษาผู้ป่วยได้ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาโดยนำเทคโนโลยีวิทยาการสารสนเทศมาสร้างความตระหนัก ติดตาม และแนะนำการดูแลสุขภาพ มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคนิคใหม่ในการประมวลผล วิเคราะห์ และการแปลความหมายของสัญญาณทางการแพทย์เพื่อสร้างเครือข่ายและทำงานร่วมกับผู้เกี่ยวข้องโดยตรง

การเดินหน้าความร่วมมือเพื่อต่อยอดผลงานวิจัย

นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการสนับสนุนนักวิจัยไทยในการคิดค้นผลงาน รวมทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งในการแข่งขันและพัฒนาประเทศอย่างยั่นยืน ในขณะเดียวกันยังเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลการรักษาพยาบาลของคนในประเทศ จึงมีข้อมูลความต้องการบริการทางการแพทย์ที่ทางนักวิจัยจะสามารถนำไปคิดค้นพัฒนาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ป่วยและหน่วยบริการในประเทศได้

การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นขั้นตอนแรกของการทำงานวิจัย

การวิเคราะห์ข้อมูล มีเป้าหมายเพื่อสรุปปัญหาที่ทำวิจัยไว้แล้วเป็นการพิสูจน์ความแท้จริงของข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาใช้ และการตีความข้อมูลนั้นคือกระบวนการวิจัย เพื่อเรียนรู้อะไร เพื่ออธิบายสิ่งที่ได้มาคืออะไร และขยายความตามเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น เพื่อสรุปเป็นผลการศึกษาวิจัย

นักวิจัยต้องตอบให้ได้คือข้อมูลเป็นแบบใด มี 2 อย่างคือ ข้อมูลเชิงคุณภาพ ( Qualitative data ) และข้อมูลเชิงปริมาณ ( Quantitative data )

ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวกับมนุษย์ที่ไม่สามารถอธิบายได้เฉพาะหน้าในขณะนั้น เช่น ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ ประเพณี วิถีการดำเนินชีวิต ลัทธิการปฏิบัติตนของกลุ่มคน มีความหมายแฝงอยู่ ต้องรู้จักจึงอธิบายความเร้นลับนี้ได้

ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นข้อมูลตรง นับเป็นจำนวนได้ เช่น จำนวนประชากรในหมู่บ้านนี้ อายุของกลุ่มชนนี้ เป็นต้น
การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ อาจเป็นข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางสังคมหรือปรากฏการณ์อื่น ๆ เป็นการมุ่งอธิบายถึงความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ ( ตัวแปร ) มีเงื่อนไขว่า
1 . การวิเคราะห์ข้อมูลเริ่มทำไปพร้อม ๆ กับการเก็บข้อมูล
2 . ต้องมีข้อมูลจากมุมมองของคนใน
3 . ต้องอาศัยสมมุติฐานชั่วคราว
4 . ผู้วิจัยต้องเป็นผู้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเอง

ข้อแตกต่างระหว่างการวิจัยเชิงเชิงคุณภาพและการวิจัยปริมาณ

การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพมีที่มาแตกต่างกัน กล่าวคือ การวิจัยเชิงคุณภาพมีพื้นฐานปรัชญาแบบธรรมชาตินิยม (Naturalism) ในขณะที่การวิจัยเชิงปริมาณมีพื้นฐานแบบปรัชญาแบบปฏิฐานนิยม (Positivism) ดังนั้น การค้นหาความจริงด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพจะเน้นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามสภาพการณ์ที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งบางครั้งเรียกว่า แนวคิดแบบปรากฎการณ์นิยม (Phenomenalism) แล้วอาศัยวิธีการพรรณนาเป็นสำคัญ ในขณะที่การค้นหาความจริงด้วยวิธีการวิจัยเชิงปริมาณต้องอาศัยกระบวนการหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่บนรากฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์ และขั้นตอนที่มีระเบียบแบบแผน

ในกระบวนการศึกษาวิจัยด้วยวิธีการเชิงคุณภาพจะเริ่มต้นด้วยข้อมูลสภาพการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาศึกษาวิเคราะห์ด้วยวิธีการอุปมาน แล้วสรุปตีความผลการวิเคราะห์ตั้งเป็นองค์ความรู้ เป็นกฎหรือทฤษฎี กรณีของการศึกษาวิจัยวิธีการเชิงปริมาณจะเริ่มต้นด้วยกฎหรือทฤษฎีก่อน จากนั้นข้อมูลเชิงประจักษ์จะถูกรวบรวมและนำมาศึกษาวิเคราะห์ด้วยวิธีการอนุมาน และสรุปเป็นข้อค้นพบ